การกรวดน้ำ
คอลัมน์ ศาลาวัด
คงเคยได้ยินบทเพลงท่อนหนึ่ง "กรวดน้ำ คว่ำขัน รักกันชาติเดียว" แสดงให้เห็นว่าการ "กรวดน้ำ" เป็นประเพณีนิยมที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา แต่ในปัจจุบันมีผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่รู้ถึงจุดประสงค์ ไม่รู้ความหมาย และไม่รู้วิธีปฏิบัติอย่างถ่องแท้
"การกรวดน้ำ" เป็นการอุทิศส่วนกุศลที่ตนได้บำเพ็ญแล้ว แผ่ไปให้ผู้ที่ล่วงลับดับขันธ์ไป โดยใช้น้ำที่ใสสะอาดเทหลั่งลงเป็นสาย
การกรวดน้ำสามารถกระทำได้ใน งานทำบุญทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลหรืองานอวมงคล เพราะจุดมุ่งหมายของการกรวดน้ำ คือ เพื่ออุทิศส่วนกุศลที่ตนได้บำเพ็ญไว้ในพระพุทธศาสนาแก่ผู้ล่วงลับและสรรพ สัตว์ให้ได้รับส่วนบุญกุศลนั้น
ด้วยเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจอันกว้าง ขวาง รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คุณความดีแก่ผู้อื่น ตรงกับหลักการทำบุญที่เรียกว่า "ปัตติทานมัยบุญ" แปลว่า บุญที่เกิดจากการให้ส่วนบุญ อย่างไรก็ตาม เมื่อจะกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลในครั้งใดๆ ต้องคำนึงถึงประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลด้วย
ซึ่งมีวิธีนิยมทำกัน คือ เริ่มต้นให้เตรียมน้ำสะอาดใส่ภาชนะไว้พอสมควรจะเป็นคนทีขวดเล็ก แก้วน้ำ หรือขันอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ไม่ควรใช้กระโถนหรือภาชนะที่สกปรกเป็นอันขาด ด้วยน้ำที่กรวดนั้นเป็นสักขีพยานในการทำบุญของตนว่าทำด้วยใจที่สะอาดจริงๆ
พอ พระเถระเริ่มอนุโมทนาด้วยบท ยถา... ก็เริ่มกรวดน้ำตั้งใจอุทิศส่วนกุศล ถ้านั่งอยู่กับพื้น ให้นั่งพับเพียบ โดยใช้มือขวาจับภาชนะ ใช้มือซ้ายประคอง รินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย ถ้าอยู่ที่พื้นดิน ควรหลั่งน้ำลงในที่สะอาด ถ้าอยู่บนเรือนหรือสถานที่ที่ไม่มีพื้นดิน ควรหาภาชนะ เช่น ถาดหรือขันน้ำมารองน้ำกรวดนั้นไว้
ขณะที่รินน้ำลงเป็นสายนั้น พึงตั้งจิตสำรวมอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านผู้ล่วงลับหรือสรรพสัตว์ ตามบทกรวดน้ำ ดังนี้
คำกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย "ขอให้ผลบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า"
คำ กรวดน้ำนี้ เป็นคำกรวดน้ำแบบสั้น ซึ่งได้แบบอย่างมาจากพระดำรัสที่พระเจ้าพิมพิสาร ทรงอุทิศพระราชกุศลให้แก่พวกเปรตที่เป็นอดีตพระประยูรญาติ
หรือว่า สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน "ขอปวงสรรพสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มีเวรต่อกัน ดำรงชีพอยู่เป็นสุขทุกเมื่อเถิด"
กะตัง ปุญญะผะลัง มัยหัง สัพเพ ภาคี ภะวันตุ เต "ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านี้ จงมีส่วนได้เสวยผลบุญที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญแล้วนั้นเถิด"
เมื่อกรวด เสร็จแล้ว จึงนำน้ำไปเทลงดินที่สะอาดหรือเทรดต้นไม้
วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553
ควรบูชาสิ่งที่ควรบูชา
หลักการบูชาในพระ พุทธศาสนามี 2 ประเภท คือ "อามิสบูชา" กับ "ธรรมบูชา"
อามิสบูชา หมายถึงการบูชาด้วยเครื่องสักการะที่เป็นวัตถุสิ่งของ เช่นการถวายดอกไม้ธูปเทียน เป็นเครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัย การถวายเครื่องไทยธรรมหรือปัจจัย 4 เป็นการอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์
หรือ แม้การที่พุทธศาสนิกชนได้จัดสร้างถาวรวัตถุเป็นพุทธศาสนสถาน เช่น สร้างพระอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ เป็นต้น
ก็นับว่า เป็นการบูชาพระรัตนตรัยด้วยอามิสเหมือนกัน
ธรรมบูชา หมายถึง การบูชาด้วยการปฏิบัติ หรือเรียกว่า ปฏิบัติบูชา คือ การประพฤติธรรมด้วยความตระหนักเอื้อเฟื้อในพระสัทธรรมคำสอนและปฏิบัติ ตามอย่างเคร่งครัด ไม่ดื้อรั้นมีทิฏฐิมานะโดยประการใดๆ
ได้แก่ การฟังหรือศึกษาเล่าเรียนคำสั่งสอนที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยหรือคำสั่งสอนที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว
อามิสบูชา หมายถึงการบูชาด้วยเครื่องสักการะที่เป็นวัตถุสิ่งของ เช่นการถวายดอกไม้ธูปเทียน เป็นเครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัย การถวายเครื่องไทยธรรมหรือปัจจัย 4 เป็นการอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์
หรือ แม้การที่พุทธศาสนิกชนได้จัดสร้างถาวรวัตถุเป็นพุทธศาสนสถาน เช่น สร้างพระอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ เป็นต้น
ก็นับว่า เป็นการบูชาพระรัตนตรัยด้วยอามิสเหมือนกัน
ธรรมบูชา หมายถึง การบูชาด้วยการปฏิบัติ หรือเรียกว่า ปฏิบัติบูชา คือ การประพฤติธรรมด้วยความตระหนักเอื้อเฟื้อในพระสัทธรรมคำสอนและปฏิบัติ ตามอย่างเคร่งครัด ไม่ดื้อรั้นมีทิฏฐิมานะโดยประการใดๆ
ได้แก่ การฟังหรือศึกษาเล่าเรียนคำสั่งสอนที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยหรือคำสั่งสอนที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว
เทวดา - มนุษย์ (ข่าวสด)
ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 23 ข้อที่ 225 ได้พูดถึงความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเทวดากับมนุษย์ว่า บางอย่างเทวดาดีกว่ามนุษย์ บางอย่างมนุษย์ดีกว่าเทวดา เทวดาชั้นดาวดึงส์นั้นเหนือกว่ามนุษย์ 3 สถาน คือ (1) มีอายุทิพย์ (2) มีผิวพรรณทิพย์ และ (3) มีความสุขทิพย์
แต่มนุษย์ก็ดีกว่าเทวดา 3 อย่างเหมือนกัน คือ (1) มนุษย์กล้าหาญกว่า (2) มีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจดีกว่า และ (3) มนุษย์มีการประพฤติพรหมจรรย์คือดำเนินวิถีชีวิตตามหลักอริยมรรค
มนุษย์โลกเป็น "ชุมทาง" สำคัญที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางที่พึงประสงค์
อยากไปเป็นเทวดา ก็ต้องมาสร้างความดีที่โลกมนุษย์ก่อน แม้กระทั่งไปนรก ก็เริ่มสตาร์ตจากโลกมนุษย์เช่นกัน
อยากเป็นพระอรหันต์ เข้าถึงนิพพาน ก็ต้องมาสร้างสมเอาที่โลกมนุษย์นี้เท่านั้น เป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ไม่มีทางทำได้
โลกมนุษย์มีโอกาสดีอย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "เป็นสุคติสำหรับเทวดาทั้งหลาย และคนที่รู้จักใช้โอกาสที่มีปรับปรุงตัวให้บริสุทธิ์จากกิเลส มีคุณธรรมสมบูรณ์เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและอรหันตสาวกทั้งหลายย่อมอยู่ใน ฐานะประเสริฐสุดและสูงสุด
แต่มนุษย์ก็ดีกว่าเทวดา 3 อย่างเหมือนกัน คือ (1) มนุษย์กล้าหาญกว่า (2) มีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจดีกว่า และ (3) มนุษย์มีการประพฤติพรหมจรรย์คือดำเนินวิถีชีวิตตามหลักอริยมรรค
มนุษย์โลกเป็น "ชุมทาง" สำคัญที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางที่พึงประสงค์
อยากไปเป็นเทวดา ก็ต้องมาสร้างความดีที่โลกมนุษย์ก่อน แม้กระทั่งไปนรก ก็เริ่มสตาร์ตจากโลกมนุษย์เช่นกัน
อยากเป็นพระอรหันต์ เข้าถึงนิพพาน ก็ต้องมาสร้างสมเอาที่โลกมนุษย์นี้เท่านั้น เป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ไม่มีทางทำได้
โลกมนุษย์มีโอกาสดีอย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "เป็นสุคติสำหรับเทวดาทั้งหลาย และคนที่รู้จักใช้โอกาสที่มีปรับปรุงตัวให้บริสุทธิ์จากกิเลส มีคุณธรรมสมบูรณ์เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและอรหันตสาวกทั้งหลายย่อมอยู่ใน ฐานะประเสริฐสุดและสูงสุด
ตัณหา (จากข่าวสด)
"ตณฺหา ชเนติ ปุริสํ ตัณหาย่อมยังบุคคลให้เกิดได้" และนอกจากจะทำบุคคลให้เกิดขึ้นมาแล้ว ยังปกคลุมหุ้มห่อมนุษย์โลก ทำให้วุ่นวาย คิดประกอบกรรมทั้งดีและชั่ว
ตัณหา แปลว่า ความทะยานอยากดิ้นรน ทำบุคคลให้สะดุ้งหวั่นไหว ทำชั่วบ้างทำดีบ้าง คนที่มีทุกข์มากมาย ประสบแต่ความเดือดร้อน ก็เพราะตัณหานี้เอง มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ
1. กามตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากดิ้นรน ความยินดี ชอบใจ พอใจ และความปรารถนาในอารมณ์ ทั้ง 6 คือ รูป เสียง เป็นต้น อันเป็นทั้งวัตถุกามและกิเลสกาม
2. ภวตัณหา หมายถึง ความอยากมีอยากเป็น คือ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อันเป็นเรื่องดีและชั่ว
3. วิภวตัณหา หมายถึง ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เพราะมองเห็นทุกข์โทษ
แต่ถ้าอยากจะทำดี ทำประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดทุกข์แก่ใคร นับได้ว่า เป็นความทะยานอยากในฝ่ายดี ไม่เรียกว่าตัณหา เรียกว่า ฉันทะ เช่นอยากจะทำตนให้เป็นประโยชน์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับความสุข พ้นจากความทุกข์ ก็เป็นที่น่าสรรเสริญ ยกย่องบูชาได้
ตัณหา แปลว่า ความทะยานอยากดิ้นรน ทำบุคคลให้สะดุ้งหวั่นไหว ทำชั่วบ้างทำดีบ้าง คนที่มีทุกข์มากมาย ประสบแต่ความเดือดร้อน ก็เพราะตัณหานี้เอง มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ
1. กามตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากดิ้นรน ความยินดี ชอบใจ พอใจ และความปรารถนาในอารมณ์ ทั้ง 6 คือ รูป เสียง เป็นต้น อันเป็นทั้งวัตถุกามและกิเลสกาม
2. ภวตัณหา หมายถึง ความอยากมีอยากเป็น คือ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อันเป็นเรื่องดีและชั่ว
3. วิภวตัณหา หมายถึง ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เพราะมองเห็นทุกข์โทษ
แต่ถ้าอยากจะทำดี ทำประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดทุกข์แก่ใคร นับได้ว่า เป็นความทะยานอยากในฝ่ายดี ไม่เรียกว่าตัณหา เรียกว่า ฉันทะ เช่นอยากจะทำตนให้เป็นประโยชน์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับความสุข พ้นจากความทุกข์ ก็เป็นที่น่าสรรเสริญ ยกย่องบูชาได้
หลัก 3 ไตร (จากข่าวสด)
เราในฐานะชาวพุทธที่ร่วมสังคมอยู่ในโลก ควรดำเนินตามหลักพระพุทธจริยาวัตร โดยนำเอาพระพุทธคุณมาใช้ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ต้องใช้พุทธคุณให้ครบ 3 อย่าง ถ้าเราใช้ครบสามอย่างแล้ว ปัญหาของสังคม ของบ้านเมือง ของประเทศชาติ และแม้แต่ปัญหาส่วนตัว ก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น
สรุปให้จับหลักได้ ง่ายขึ้นว่า
1.พระปัญญาคุณ สอนว่า เราจะต้องมีปัญญาความรู้ความสามารถที่จะรับผิดชอบตัวเอง ดำเนินชีวิตและกิจการให้สำเร็จ แก้ปัญหาได้ และรู้จักวิเคราะห์เรื่องราวให้จะแจ้งลึกซึ้งถึงความจริง
2.พระ กรุณาคุณ สอนว่า เราจะต้องมีเมตตากรุณาในการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น วางใจเป็นมิตร มุ่งหวังประโยชน์สุขแก่เขา และทำประโยชน์แก่สังคม
3.พระ วิสุทธิคุณ สอนว่า ตัวเราเองต้องสะอาด ปราศจากปัญหา ปลอดโปร่งโล่งเบา ทำจิตใจให้เป็นอิสระเบิกบานผ่องใสไร้ทุกข์ได้ด้วยตนเอง และมีความบริสุทธิ์ใจ ตั้งใจจริงเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อสันติสุข มุ่งเพื่อความจริงแท้
ที่ว่านี้คือการนำเอาหลักพุทธคุณ 3 อย่างมาใช้ แค่เอาพระพุทธคุณสามอย่างมาใช้ ก็ดำเนินชีวิตที่ดีอยู่ได้ในสังคม และช่วยสังคมได้ดี จึงปฏิบัติตามหลักพุทธคุณ 3 นี้เป็นพื้นฐาน ต่อจากนั้นก็เอาข้อปฏิบัติอื่นๆ มาเสริม
ฉะนั้น ในฐานะลูกศิษย์พระพุทธเจ้า อย่าละเลยที่จะใช้พุทธคุณสามประการในชีวิตของเรา
เราใช้พุทธคุณใน การสวด ว่าออกมาเป็นคำพูดแล้ว ก็เอามาใช้ในทางปฏิบัติให้เกิดผลกับชีวิตจริงด้วย เราจึงจะชื่อว่าเข้าถึงพุทธคุณ
ลำพังสวดอย่างเดียวเข้าไม่ถึงหรอก พุทธคุณ เราได้เพียงเอาพุทธคุณนั้นมาเป็นอุบายสำหรับโน้มนำจิตใจเข้าสู่ความสงบ เป็นทางที่จะนำไปสู่การเข้าถึงต่อไป แต่ยังไม่เข้าถึงจริง
แต่เมื่อ ไรเรานำพุทธคุณทั้งสามมาใช้ปฏิบัติในชีวิตจริง เมื่อนั้นคือเราเข้าถึงพุทธคุณอย่างแท้จริง
ฉะนั้น ประการแรก การปฏิบัติตามพุทธคุณสามนี้จะต้องเป็นการดำเนินชีวิตพื้นฐานของพุทธศาสนิกชน
สรุปให้จับหลักได้ ง่ายขึ้นว่า
1.พระปัญญาคุณ สอนว่า เราจะต้องมีปัญญาความรู้ความสามารถที่จะรับผิดชอบตัวเอง ดำเนินชีวิตและกิจการให้สำเร็จ แก้ปัญหาได้ และรู้จักวิเคราะห์เรื่องราวให้จะแจ้งลึกซึ้งถึงความจริง
2.พระ กรุณาคุณ สอนว่า เราจะต้องมีเมตตากรุณาในการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น วางใจเป็นมิตร มุ่งหวังประโยชน์สุขแก่เขา และทำประโยชน์แก่สังคม
3.พระ วิสุทธิคุณ สอนว่า ตัวเราเองต้องสะอาด ปราศจากปัญหา ปลอดโปร่งโล่งเบา ทำจิตใจให้เป็นอิสระเบิกบานผ่องใสไร้ทุกข์ได้ด้วยตนเอง และมีความบริสุทธิ์ใจ ตั้งใจจริงเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อสันติสุข มุ่งเพื่อความจริงแท้
ที่ว่านี้คือการนำเอาหลักพุทธคุณ 3 อย่างมาใช้ แค่เอาพระพุทธคุณสามอย่างมาใช้ ก็ดำเนินชีวิตที่ดีอยู่ได้ในสังคม และช่วยสังคมได้ดี จึงปฏิบัติตามหลักพุทธคุณ 3 นี้เป็นพื้นฐาน ต่อจากนั้นก็เอาข้อปฏิบัติอื่นๆ มาเสริม
ฉะนั้น ในฐานะลูกศิษย์พระพุทธเจ้า อย่าละเลยที่จะใช้พุทธคุณสามประการในชีวิตของเรา
เราใช้พุทธคุณใน การสวด ว่าออกมาเป็นคำพูดแล้ว ก็เอามาใช้ในทางปฏิบัติให้เกิดผลกับชีวิตจริงด้วย เราจึงจะชื่อว่าเข้าถึงพุทธคุณ
ลำพังสวดอย่างเดียวเข้าไม่ถึงหรอก พุทธคุณ เราได้เพียงเอาพุทธคุณนั้นมาเป็นอุบายสำหรับโน้มนำจิตใจเข้าสู่ความสงบ เป็นทางที่จะนำไปสู่การเข้าถึงต่อไป แต่ยังไม่เข้าถึงจริง
แต่เมื่อ ไรเรานำพุทธคุณทั้งสามมาใช้ปฏิบัติในชีวิตจริง เมื่อนั้นคือเราเข้าถึงพุทธคุณอย่างแท้จริง
ฉะนั้น ประการแรก การปฏิบัติตามพุทธคุณสามนี้จะต้องเป็นการดำเนินชีวิตพื้นฐานของพุทธศาสนิกชน
วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553
The 5 Cs of Singapore
The 5 Cs of Singapore
1 Cash
2 Car
3 Credit card
4 Condominium
5 membership(s) of Country club
[copy from wikipedia]
1 Cash
2 Car
3 Credit card
4 Condominium
5 membership(s) of Country club
[copy from wikipedia]
"7c" VS Thai People
คนไทยรุ่นใหม่ มีลักษณะ 7C ดังนี้
1.ใช้บัตรเครดิต (Credit Card)
2. มีรถยนต์ส่วนบุคคล (Car)
3. ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer)
4. ใช้การสื่อสาร (Communication)
5. อยู่คอนโดมีเนียม (Condominium)
6. เป็นสมาชิกสโมสร (Club)
7. ใช้ถุงยางอนามัย (Condom)
[copy เขามา]
1.ใช้บัตรเครดิต (Credit Card)
2. มีรถยนต์ส่วนบุคคล (Car)
3. ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer)
4. ใช้การสื่อสาร (Communication)
5. อยู่คอนโดมีเนียม (Condominium)
6. เป็นสมาชิกสโมสร (Club)
7. ใช้ถุงยางอนามัย (Condom)
[copy เขามา]
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
